aorest ร้าน พวงหรีด จะมาเล่าของคนเหนือ ตำนาน “ผีม้าบ้อง” มีด้วยกันหลายสำนวน เรื่องที่สุดได้รับความนิยมก็คือ มีชาย 2 คนเป็นเพื่อนรักกัน คุ้นเคยปรองดอง กระทั่งเชื่อถือกันเป็น “เพื่อน” ซึ่งโดยทั่วไป คำว่า “เพื่อน” นี้ สื่อความหมายสองอย่าง

1) เรียกเพราะเกิดปีนักษัตรเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ปีไก่ ปีหมา หรือถ้าเกิดตรงวันตรงเดือน จะยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้น เพราะจัดว่าเกิดมาร่วมบุญร่วมโลกชาติ

2) คุ้นเคยรักกันกระทั่งเหมือนเครือญาติ แม้เกิดห่างวันเดือนปี ก็นับเป็นเพื่อนกันได้

ในช่วงก่อนนู้น เมื่อบ้านเมืองคนเหนือส่วนมากยังตั้งอยู่ในโอบล้อมป่าดง ยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ด้านเหนือนั้นมีประเพณี “แอ่วสาว-อู้สาว” ซึ่งเป็นการสานสมาคมความเป็นมิตรระหว่างชายหญิง เกิดเรื่องสามัญในประเพณี

เมื่อบ้านใดมีลูกสาว โตมาเป็นสาววัยแรกรุ่น ก็จะมีชายหนุ่มๆมาแอ่ว (ท่องเที่ยว) หา

สำหรับการแอ่วนั้น มีกติกาที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่า ชายหนุ่มแต่ละคนจะขึ้นแอ่วบ้านใดก็ได้ บางคืนบางทีก็อาจจะไปสองสามบ้าน หากพอใจก็ไปติดๆกันหลังจากนั้น หรือหากไม่พอใจ ก็ไม่ขึ้นแอ่วเรือนนั้นอีก

ส่วนข้างหญิง ตกยามค่ำแลง ก็จะอาบน้ำทาแป้งแต่งตัว ออกมานั่งคอยที่ห้องโถง (ด้านเหนือเรียก “เติ๋น”) ข้างพ่อแม่ที่ทราบประเพณีก็จะรีบเข้าห้องนอนเสีย ลงเรือนไปบ้านวงศ์ญาติก่อน เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้สนทนากันเป็นการส่วนตัว

พ่อแม่ผู้ใดกันที่จามๆไอๆอยู่ภายในห้องนอน หรือเปล่ายอมลุกออกมาจากห้องนอก ก็จะถูกคราวนินทาว่า เป็นพ่อแม่ขี้หวงขี้ขาง ใจคอคับแคบ มีผลต่อการพิจารณาว่าจะเข้าไปเขยกันหรือเปล่า

แต่ว่าสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการแอ่วอู้ของคู่บ่าวสาว คือการมีระยะห่างที่สมควร การให้เกียรติ ไม่ชุบมือเปิบ ห้ามปากว่ามือถึง จำต้องไม่มีการล่วงเกิน ก่ออาชญากรรมทางเพศ

ตามประเพณีเดิมนั้น เมื่อชายหนุ่มขึ้นบ้านสาว ก็จะต้องนั่งห่างๆก่อน บ้างจึงจะนั่งใกล้หัวบันไดบ้าง นั่งขอบเติ๋นบ้าง ดูทีท่าว่า เจ้าของบ้านเองเต็มอกเต็มใจต้อนรับตนหรือเปล่า

หากสาวใดพอใจคนมาเยี่ยม ก็จะต้อนรับขับสู้ เชิญกินน้ำกินบุหรี่ แต่ว่าถ้าเกิดไม่พอใจ ก็มักถามคำตอบคำ และก็อ้างว่าจำต้องไปนอนแล้ว เพียงพอชายหนุ่มลงเรือนก็ปิดไฟกะทันหัน เป็นสัญญาณที่บอกว่า ไม่ต้องมาอีกแล้ว

ในแต่ละคืน สาวบางบ้านจึงได้ต้อนรับชายหนุ่มๆมากหน้าหลายตา ส่วนชายหนุ่มบางคน ได้ยินว่าบ้านไหนมีคนงามก็ไปตามแสวงหา บางคืนก็ไปหลายบ้าน บางคราวไปถึงต่างหมู่บ้านก็มี เรียกว่า ออนทัวร์กันเป็นที่สนุกสนาน

จะว่าไป ก็เป็นการเลือกคู่ที่เสมอภาคดีทั้งสองฝ่าย เพราะเมื่อยังอยู่ระหว่างแอ่วอู้หากัน มิได้ตกลงเป็นแฟนกัน ก็จะหึงหวงกันมิได้

แต่ว่าเมื่อไรที่ตกลงแล้วว่าจะเป็นแฟนกันแล้ว ผู้ชายก็จำต้องหยุดการไปแอ่วหาสาวอื่น ส่วนหญิงก็จะไม่รับชายอื่นขึ้นเรือนแล้วเช่นเดียวกัน หลังจากนั้น การหมั้นหมายตระเตรียมสมรสก็จะตามมา

กลับมาที่เรื่องผีม้าบ้องในตำนาน ที่อธิบายประเด็นการแอ่วอู้ของคู่บ่าวสาว เพราะในช่วงนี้ ประเพณีพวกนี้แทบจะหายสูญไปหมดแล้ว ชีวิตในตอนนี้ไม่ใช่ง่ายที่คนแปลกหน้าจะเข้าบ้านผู้ใดกัน และก็การรอคอยต้อนรับผู้ชายเพียงผู้เดียวในบ้าน ก็เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม

แต่ว่าในช่วงนู้น ลองย้อนกลับไปถึงภาพช่วงเวลากลางคืนมืดดำ มีชายหนุ่มๆที่อกใจไหวเต้น เพราะมีสาวสวยคนนั้นคนนี้อยู่ในจินตนาการ การได้ออกมาจากบ้านไปแอ่วสาวย่อมคือความสุขหาใดเหมือน

และก็ในภาพจำเหล่านั้น เรื่องเล่าผีม้าบ้องก็เริ่มจากที่ตรงนี้

กล่าวขานสืบต่อกันมาว่า เคยมีชายหนุ่ม 2 คน สมมุติว่าชื่ออ้ายแก้ว กับอ้ายคำ เป็นเพื่อนกัน เวลาไปแอ่วสาวที่ใดก็ไปด้วยกัน กระทั่งมีช่วงหนึ่ง เพียงพอออกมาจากหมู่บ้านไปได้สักระยะ จะถึงทางแยกเข้าป่าละเมาะรกร้าง ถึงนั่นเมื่อไร อ้ายคำก็จะบอกว่า ให้อ้ายแก้วล่วงหน้าไปก่อน แล้วจะตามไป

ต่อไป ก็มีเหตุแบบเดิมเกิดซ้ำๆคือเพียงพอมาถึงที่ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว อ้ายคำก็จะขอแยกไปทำธุระก่อน กระทั่งอ้ายแก้วนึกสงสัย เพราะเมื่อเลียบๆเคียงๆทางบ้านหญิงว่าสหายตนไปแอ่วหาหญิงทางใด ก็ไม่มีผู้ใดพบปะสักรายในบริเวณนั้น

กระทั่งวันหนึ่ง เพราะสงสัยกระทั่งทนไม่ไหว อ้ายแก้วจึงลอบสะกดรอยตามอ้ายคำ และพบว่า…

เมื่อเดินลึกเข้าไปในป่าละเมาะ ท่ามกลางความมืดของยามวิกาล มีกลิ่นเหม็นเน่าสาบสางโชยมา และก็เพียงพอปรับสายตาเคยชินกับความมืดทีละน้อยก็ได้เห็น…

อ้ายคำกำลังแลบลิ้นเลียกินน้ำเลือดน้ำหนองจากซากหัวกะโหลกหัวควายอยู่

เมื่อเห็นด้วยเหตุนั้น อ้ายแก้วก็ตกใจมากมาย วันถัดมาจึงไปขอคำแนะนำกับคุณครูว่า อ้ายคำถูกผีพรายสิงหรือไร

ปู่จารย์กลับแนะนำว่า ถ้าเกิดต้องการจะว่าอะไรเป็นอะไร ให้เอาพริกไปทากะโหลกหัวควายไว้ แล้วให้เอาไข่ไก่เสกประจำตัวไป ถ้าหากว่าถูกผู้ใดกันไล่ ให้โยนไข่ให้เขาทีละฟอง แล้วรีบเข้าเรือน เมื่อถึงเรือน ให้ชูกะไดบ้านแปลงสลับหัวข้างล่างเสีย

หมายเหตุอีกนิดว่า ในบ้านเรือนคนภาคเหนือสมัยเก่า มักยกพื้นสูงไม่มากมาย เพื่อป้องกันเสือสางเข้าบ้าน ตกค่ำคืนก็จะนิยมชักกะไดเก็บกัน

และก็แล้ว เหตุลำดับถัดมาก็คือ เมื่ออ้ายคำเข้าไปกินซากหัวควาย ก็พบความเผ็ดรุนแรงอย่างนึกไม่ถึง เพียงพอเผ่นโผนออกมาก็พบกับอ้ายแก้วที่ยืนตะลึงงันอยู่ ข้างอ้ายแก้วไม่คอยช้า รีบออกวิ่งโดยทันที

อ้ายแก้ววิ่งกระทั่งสุดฝีเท้า แต่ว่าราวอ้ายคำเป็นคนๆหนึ่งไปแล้ว ตาแดงเป็นแสงสว่าง วิ่งไล่ตามมาติดๆจำได้ถึงคำคุณครูว่า อ้ายแก้วจึงรีบคว้าไข่ไก่ในถุงย่ามสะพายโยนใส่

ปรากฏว่า เพียงพอไข่ตกถึงพื้น อ้ายคำก็ถลาลงไปกอบไข่ดิบกินอย่างตะกระ กินหมดก็ผุดยืนขึ้นและก็กระโจนเข้าไล่ต่อ อ้ายแก้วเห็นด้วยเหตุนั้นจึงโยนไข่ให้เป็นระยะๆทำให้ล่าช้ากระทั่งเข้าถึงบ้านตัวเอง

เมื่อกระโจนขึ้นบนบ้านแล้ว อ้ายแก้วไม่คอยช้า รีบชักบันไดขึ้นกลับหัวกลับหางเสีย แล้วขึ้นไปหลบซ่อนอยู่ในเรือน มองผ่านความมืดลงมา เห็นอ้ายคำกระสับกระส่ายขุ่นเคือง เดินวนรอบเรือน พลางพูดย้ำๆว่า

“บ้านใช่ บันไดไม่ใช่”

“บ้านใช่ บันไดไม่ใช่”

แต่ทว่า ใบหน้าและก็หัวเป็นของอ้ายคำ แต่ว่าลำตัวเป็นม้า

ตกรุ่งแจ้ง ที่ลานดินรอบบ้าน ก็ปรากฏเป็นเช่นรอยตีนม้าย่ำโอบล้อม และก็เพียงพอเก็บสติได้ อ้ายแก้วก็รีบไปบอกวงศ์ญาติ พากันไปยังบ้านอ้ายคำ

ถึงที่ตรงนี้ บางสำนวนก็เล่าว่า ได้เจออ้ายคำตายแปลงเป็นศพอยู่บนที่พักผ่อน น้ำลายฟูมปากจากการกินไข่คาถาเข้าไป แต่ว่าบางสำนวนก็ว่า เห็นเป็นม้าตัวย่อมๆตายอยู่ในเรือนนั้น

สำหรับที่บ้านเรานั้น เรื่องของผีม้าบ้องก็เป็นเลิศในนิทานที่เล่าต่อจากรุ่นสู่รุ่น เวลาตกกลางเย็นตอนกลางคืน ยุคที่บันไดยึดติดถาวรแล้ว ก็ยังมีคำสอนว่า ระวังจะลงไปพบผีม้าบ้องซุ่มอยู่

และก็ว่ากันว่า ผีม้าบ้องยังชอบออกมาเที่ยวเล่นในคืนเดือนดับและก็เดือนออก (เดือนเพ็ญ) และก็ถ้าเกิดได้พบเจออย่าได้ทักถามพูดจา มิเช่นนั้นจะถูกทำร้ายได้

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตอนยังเด็กๆนั้น คุณพ่อคุณแม่ก็เล่าตำนานเรื่องผีม้าบ้องนี้ให้ฟังอยู่ พลางว่าเกิดเรื่องที่เขาเล่าต่อกันมา แต่ว่า แม่กับยายมีประสบการณ์ได้พบผีม้าบ้องด้วยตัวเอง !

แม่เล่าว่า ในขณะที่แม่เป็นสาว ยุคนั้นหมู่บ้านยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ แถบแถวหมู่บ้านเรานั้นผู้คนยังนิยมนำมาปลูกต้นฝ้ายปั่นเอาด้าย และก็ใช้นุ่นมายัดหมอน ยัดที่นอนนอน ในบางคืนจึงจะไปช่วยเหลือกันเป็นหมู่ๆตามบ้านสหาย

มีคืนวันหนึ่ง แม่นัดสหายว่าจะไปช่วยเหลือกันกรอด้าย (เดี๋ยวนี้ ที่ตั้งของบ้านข้างหลังนั้นก็ยังอยู่) แม่เล่าว่า เป็นคืนเดือนเพ็ญ ฟ้าแจ้งแจ้งชัด แสงจันทร์สวยงาม แม่ออกมาจากบ้านที่อยู่กับยาย เดินขึ้นไปตามถนนหนทางเพียงผู้เดียว เพราะแม่ไม่ใช่คนกลัวผีสางอะไร

แต่ว่าเวลาที่เดินไปได้สักครึ่งทางใกล้ถึงบ้านสหาย ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า เหมือนมีม้ากำลังควบมาทางด้านหลัง แต่ว่าเพียงพอเหลียวดูข้างหลัง ก็ไม่เห็นอะไรสักอย่าง

แม่รู้สึกว่าตนเองบางทีก็อาจจะหูฝาด จึงออกเดินต่อ แล้วก็ได้ยินเสียงเหมือนม้าควบมาจากข้างหน้าอีก แต่ว่าเพ่งมองไป ก็ไม่มีอะไรบนถนนหนทาง

กระทั่งครู่หนึ่งหนึ่งก็ถึงบ้านสหาย แต่ว่าทันที ขณะกำลังจะเดินเข้าประตูรั้วบ้าน ก็ได้ยินเสียงควบม้าอีก แล้วมีแรงลมปะทะตัวแม่ เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างผ่านตัวไป

แม่ว่า นั่นคือในขณะที่แม่คิดได้อย่างเดียวว่า นั่นน่าจะเป็นผีม้าบ้อง เพราะลำพังได้ยินแต่ว่าเสียงก็ยังว่าตนเองบางทีก็อาจจะหูฝาดได้ แต่ว่าแรงลมอุ่นๆและก็การพบสัมผัสในระยะใกล้ชิด ที่ผ่านแผ่นข้างหลังแม่ไป แม่ว่า ด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วน สิ่งนั้นไม่มีตัวตน แต่ว่ามีอยู่จริง

แม่ได้เล่าให้สหายๆฟังในคืนนั้น และก็ถัดจากนั้นก็กลับมาเล่าให้ยายฟังที่บ้าน ยายบอกแม่ว่า อย่าฉงนใจไปเลย นั่นคือผีม้าบ้อง และก็ยายก็พบเห็นตัวเป็นๆมาแล้ว

แม่ถามว่า ยายเห็นผีม้าบ้องแบบไหน ยายบอกว่า มันเป็นม้าตัวย่อมๆบางคราวก็จะมาเดินอยู่กลางข่วงบ้าน

อย่างไรก็ดี ประสบการณ์เรื่องเล่าจากแม่และก็ยาย ก็ยังดูเกิดเรื่องดึกดำบรรพ์ เพราะผ่านมาหลายสิบปี นานอย่างยิ่ง แต่ว่าที่น่าสนใจก็คือ เมื่อตอนอายุสัก 20 กว่านี้เอง ฉันกับเพื่อนเกลอคนหนึ่ง ชื่อเล็ก เคยเปิดร้านขายสินค้ากิฟท์ช็อปด้วยกัน ที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

ในคืนแรกก่อนจะเปิดร้าน หรือคืนในที่สุดของการเตรียมพร้อมข้าวของในร้าน เราดำเนินการกันอยู่สองคนยากจนดึก

ร้านที่เราไปเปิดกิจการในตอนนั้น สถานที่เป็นห้องไม้ชั้นเดี่ยวให้เช่า ข้างหน้าเป็นประตูบานเฟี้ยม อยู่ใกล้กับถนนหนทาง ถ้าเกิดเปิดประตูกว้าง ก็จะดูทะลุตลอดร้านได้

เวลาที่กำลังจัดของกันโค้งสุดท้าย ตรงเวลาสักราวใกล้ๆเที่ยงคืนได้ ในปีนั้นแถบแถวนั้นก็จัดว่ายังเป็นบ้านนอกอยู่มากมาย เพียงแค่ 3-4 ทุ่ม ผู้คนก็ปิดบ้านนอนกันหมดแล้ว

แล้ว…เล็กก็ได้ยินเสียงม้าวิ่งควบอยู่ข้างนอก เหมือนมีม้าหลุดออกมากลางถนนหนทาง แต่ว่าความที่มันดึกมากๆแล้ว และก็เพียงพอชะโงกหัวดูไป ก็ไม่มีสิ่งใดเลย ตลอดสองฟากทางว่างเปล่า

และก็ที่น่าฉงนใจคือ ฉันเองก็จัดของอยู่ด้วยกัน กลับมิได้ยินอะไรสักอย่าง

เรื่องนี้ เล็กก็ยังคิดออกจนถึงทุกวันนี้ และก็ยืนยันว่า ได้ยินเสียงม้าแจ่มกระจ่างเต็มสองหู ซึ่งในตอนนั้นเมื่อเล็กบอกให้ฟัง ฉันก็หวนคิดถึงโดยทันทีว่า มันบางทีก็อาจจะเป็น “ผีม้าบ้อง”

อ๋อ! เพียงพอมาเขียนเล่าย้อนไปถึงแม่กับยาย ก็ทำให้หวนคิดถึงได้อีกอย่างว่า การที่พี่สาวเคยได้เห็นม้าตัวหนึ่งขึ้นมาเดินอยู่บนบ้านในคืนที่ยายตาย (เล่าเอาไว้ภายในตอนก่อนหน้า) จะเกี่ยวอะไรกันไหมนะ หรือว่า ผีม้าบ้องจะมาส่องดูศพยาย